บทความ-สารคดี

หนึ่งนาที” ที่อาจมีค่ากว่า “เงินหมื่นล้าน”

#กิเลนประลองเชิง

คนเรามีเรื่องให้กลุ้มใจได้ทุกฐานะ

คนจนกลุ้มใจเพราะไม่มีเงิน คนรวยกลุ้มใจเพราะมีเงินมากแล้ว ไม่รู้จะรักษาไว้อย่างไร

คนไม่มีอำนาจอยากมีอำนาจ คนมีอำนาจกลัวเสียอำนาจ

ผมรู้จักคนรวยมามาก คนมีอำนาจก็มาก

บางคนยิ่งรวย ยิ่งมีอำนาจ ก็ยิ่งหลงตัวเอง มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง คอยเอาอกเอาใจ จนเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนวิเศษ

ใครพูดขัดหูไม่ได้

แต่ผมสังเกตว่า คนเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน

มีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถราคาแพง มีอำนาจสั่งคนได้เป็นพันเป็นหมื่น แต่ซื้อความสงบในใจไม่ได้

Screenshot

บางคนนอนอยู่บนเตียงราคาหลายล้าน กลับนอนไม่หลับ

บางคนสั่งลูกน้องได้ทั้งบริษัท แต่สั่งใจตัวเองไม่ให้โกรธไม่ได้

เรื่องนี้ผมนึกขึ้นมา เมื่อได้ฟังเพื่อนเก่าคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ชีวิตในงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของเขา

เขาบอกว่า ในหนึ่งชั่วโมง ตัวเองอาจมีสติอยู่เพียงนาทีเดียว

ฟังดูน้อยเหลือเกิน

แต่เขากลับเห็นว่า หนึ่งนาทีนั้นมีค่ามหาศาล

หนึ่งนาทีที่รู้ตัว อาจช่วยให้ไม่ตัดสินใจผิด

หนึ่งนาทีที่หยุดโกรธ อาจช่วยไม่ให้พูดคำที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

หนึ่งนาทีที่รู้จักใจตัวเอง อาจรักษาสิ่งที่สร้างสมมาทั้งชีวิตไว้ได้

คนพูดเรื่องนี้ไม่ใช่พระ

ไม่ใช่อาจารย์สอนสมาธิ

แต่เป็นนักธุรกิจใหญ่ มีกิจการมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ทั้งโรงงานยา โรงแรม สถานีโทรทัศน์ และธุรกิจในหลายประเทศ มีลูกน้องหลายพันคน

เขาชื่อ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์

เจ้าของธุรกิจไทยนครพัฒนา ผู้ผลิตยาแก้หวัดทิฟฟี่ ที่คนไทยรู้จักกันดี

คนใกล้ชิดเรียกเขาว่า “อ๊อด ทิฟฟี่”

ผมรู้จักอ๊อดมานานกว่าสามสิบปี

รู้ว่าเขาเป็นคนทำธุรกิจเก่ง คิดเร็ว ทำเร็ว พลังเหลือเฟือ

แต่ไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งเพื่อนคนนี้จะหันมาสนใจเรื่องฝึกจิตอย่างจริงจัง

อ๊อดเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2563

ตอนโควิดระบาด เขาติดอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพราะเครื่องบินหยุดบิน ต้องอยู่โรงแรมโซฟิเทลนานถึงหกเดือน

คนอย่างอ๊อด ปกติแทบไม่มีเวลาอยู่นิ่ง

เมื่อเดินทางไปไหนไม่ได้ ก็หันมาใช้เวลาฝึกสมาธิ ชวนลูกน้องมาปฏิบัติด้วยกัน

อ๊อดบอกว่า โควิดมีคุณูปการต่อชีวิตเขามาก

ผมฟังแล้วสะดุดใจ

โรคระบาดที่ทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อน กลับเปิดโอกาสให้คนคนหนึ่งค้นพบสิ่งสำคัญในชีวิต

ก่อนหน้านั้น อ๊อดเคยนั่งสมาธิหลับตา แต่ยังไม่เข้าใจนักว่าจะนำสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร

ต่อมาจึงพบว่า การฝึกสติไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป

คนทำงานก็ฝึกได้

เพียงรู้ลมหายใจตัวเอง

เวลามีเรื่องสำคัญต้องตัดสินใจ ก็กลับมารู้ลมหายใจ ตั้งหลักให้จิตสงบเสียก่อน

อ๊อดใช้หลักอานาปานสติ มรณานุสติ พุทธานุสติ และธรรมานุสติ ประกอบกัน

อ๊อดเองก็ไม่ได้บอกว่า ฝึกสมาธิแล้วจะไม่โกรธ ไม่โลภ หรือไม่หลงอีกต่อไป

เขาเพียงพยายามรู้ให้ทันอารมณ์ของตัวเอง

โกรธก็รู้ว่าโกรธ

เมื่อรู้ตัว ก็มีโอกาสหยุด

Screenshot
Screenshot
Screenshot

ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทำเรื่องที่ต้องเสียใจภายหลัง

ผมว่าแค่นี้ก็ได้ประโยชน์มากแล้ว

คนทำธุรกิจใหญ่โต บางครั้งอารมณ์ชั่ววูบอาจทำให้เสียเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน

ถ้าหยุดใจตัวเองได้เพียงหนึ่งนาที ความเสียหายนั้นอาจไม่เกิดขึ้น

หนึ่งนาทีจึงอาจมีค่ากว่าเงินหมื่นล้าน

ไม่ใช่เพราะนั่งสมาธิแล้วฉลาดขึ้นทันที

แต่เพราะมีสติพอที่จะไม่ทำเรื่องโง่ ๆ ตอนกำลังโกรธ

ผมชอบตอนหนึ่งที่อ๊อดพูด

เขาไม่ได้อวดว่าตัวเองเป็นผู้มีสติสมบูรณ์แล้ว

กลับบอกว่า หากนับเวลาที่มีสติจริง ๆ ในแต่ละวัน หนึ่งชั่วโมง อาจมีสติอยู่เพียงนาทีเดียว

แต่หนึ่งนาทีนั้นก็มีค่า

เพราะช่วยให้ตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง

อ๊อดยังบอกด้วยว่า การมีสติไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญญาตัดสินใจถูกต้องทุกครั้ง

สติเป็นเพียงบันไดขั้นแรก

ผมฟังแล้วชอบ

คนมีธุรกิจใหญ่โต มีลูกน้องราวห้าพันคน กลับกล้ายอมรับว่าตัวเองยังมีสติอยู่เพียงน้อยนิด

คนบางคนรู้นิดเดียว คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว

แต่อ๊อดยิ่งเรียนรู้ กลับยิ่งเห็นว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกมาก

ผมนึกถึงธรรมะที่เคยเรียน เมื่อครั้งบวชเป็นสามเณรอายุสิบเอ็ดปี

ธรรมที่คุ้มครองโลกมีสองอย่าง

หิริ ความละอายต่อบาป

โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป

สองข้อนี้ฟังดูง่าย

แต่ถ้ามนุษย์ทำได้จริง โลกคงไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้

ผมนึกถึงสงครามระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เมื่อสามปีก่อน

ครั้งหนึ่งมีเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลในฉนวนกาซา ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

ฝ่ายอิสราเอลบอกว่า ไม่ได้เป็นผู้ยิงถล่ม แต่เป็นจรวดของฝ่ายปาเลสไตน์ที่ยิงพลาด

ฝ่ายปาเลสไตน์กลับบอกว่า เป็นการโจมตีของอิสราเอล

ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ

ผมฟังแล้วนึกถึงหิริโอตตัปปะ

ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด อย่างน้อยการที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการรับผิดชอบต่อการตายของผู้บริสุทธิ์ ก็สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครอยากถูกมองว่าเป็นคนชั่ว เป็นคนทำบาป

มนุษย์ยังรู้ว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นความผิด

ยังรู้ว่าการทำให้คนบริสุทธิ์ล้มตายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้

แต่หิริโอตตัปปะที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงกลัวคนอื่นกล่าวหาว่าตัวเองทำผิด

หิริ คือความละอายต่อบาป แม้ไม่มีใครเห็น

โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป แม้ไม่มีใครลงโทษ

คนมีธรรมะสองข้อนี้ ย่อมรู้จักยับยั้งชั่งใจก่อนลงมือทำ

ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยหาเหตุผลมาอธิบาย

ถ้าผู้นำประเทศต่าง ๆ มีธรรมะสองข้อนี้อยู่ในใจจริง สงครามก็คงเกิดขึ้นยากกว่านี้

ผมจึงเห็นว่า การนำธรรมะไปสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกเป็นเรื่องสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากธรรมะลึกซึ้ง

เพียงทำให้คนรู้จักละอายต่อความชั่ว เกรงกลัวผลของการทำชั่ว โลกก็น่าจะสงบขึ้นได้มาก

อ๊อดไม่ได้สนใจธรรมะเพียงเพื่อตัวเอง

เขาเป็นเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980

เลข 980 มีความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

สถาบันนี้เกิดจากความตั้งใจของผู้ที่เคยเดินทางไปอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล ณ แดนพุทธภูมิ

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ค่อย ๆ ขยายออกไป

อ๊อดชวนผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนไปบวชที่อินเดีย

ผมเองก็ถูกชวนหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีเวลาไปกับเขาสักที

ผมเห็นอ๊อดพยายามพาคนที่เคยอยู่กับเงินทอง อำนาจ และความสำเร็จทางโลก ไปสัมผัสโลกอีกด้านหนึ่ง

โลกที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร

ไม่ต้องเอาชนะใคร

นอกจากเอาชนะใจตัวเอง

อ๊อดเดินทางทำงานด้านพระพุทธศาสนาไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งอินเดีย จีน และอีกหลายประเทศ พบผู้นำทางศาสนา พบผู้คนต่างวัฒนธรรม

ผมอดทึ่งไม่ได้ว่า เพื่อนคนนี้เดินมาไกลกว่าที่เคยคิดไว้มาก

ผมไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือภาษาอังกฤษเล่มใหม่ของอ๊อด ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หนังสือชื่อ Meditation as Living Practice

แปลความหมายได้ว่า “การฝึกสมาธิให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต”

ด้านล่างของปก มีข้อความภาษาอังกฤษอีกบรรทัดหนึ่งว่า…

A Universal Science of Mind Development for Human Peace and Coexistence

แปลเป็นไทยว่า “ศาสตร์สากลแห่งการพัฒนาจิต เพื่อสันติภาพและการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ”

ผมเห็นว่าข้อความนี้สำคัญไม่แพ้ชื่อหนังสือ

เพราะอ๊อดไม่ได้ต้องการให้คนอ่านเพียงรู้จักนั่งสมาธิ

แต่ต้องการให้รู้จักนำสติไปใช้กับชีวิต

เขาตั้งใจทำหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เดินทางไปถึงผู้คนทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด นับถือศาสนาอะไร

ความสงบในจิตใจไม่ใช่สมบัติของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ใครฝึก ใครทำ คนนั้นก็มีโอกาสได้รับประโยชน์

อ๊อดเชื่อว่า ถ้าคนรู้จักฝึกจิต เข้าใจตัวเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีเมตตา ความสงบก็อาจขยายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง

จากครอบครัวหนึ่ง ไปสู่อีกครอบครัวหนึ่ง

จนถึงสังคมและประเทศต่าง ๆ

หนังสือภาษาอังกฤษเล่มนี้ อาจไม่ได้ทำให้ทุกคนเข้าใจธรรมะได้เหมือนกัน

แต่ถ้าทำให้คนอ่านสักคนรู้จักหยุดคิดก่อนโกรธ

หยุดใจตัวเองก่อนตัดสินใจ

หรือรู้จักมองเห็นความผิดพลาดของตัวเอง

ผมว่าก็คุ้มแล้ว

ผมกลับมาคิดถึงหนึ่งนาทีที่อ๊อดพูดถึงอีกครั้ง

สำหรับคนธรรมดา หนึ่งนาทีอาจช่วยรักษาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

สำหรับคนทำธุรกิจ หนึ่งนาทีอาจช่วยไม่ให้สูญเสียเงินทองมหาศาล

สำหรับผู้นำประเทศ หนึ่งนาทีที่หยุดคิดก่อนสั่งการ อาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้มากมาย

สันติภาพของโลกอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการประชุมใหญ่ของผู้นำประเทศเสมอไป

บางทีอาจเริ่มจากคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่รู้จักหยุดความโกรธของตัวเองได้ทัน

ผมอยากบอกอ๊อด เพื่อนที่รู้จักกันมานานกว่าสามสิบปีว่า

ชื่นใจจังเลย “อ๊อด ทิฟฟี่”

ประกิต หลิมสกุล

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เอง

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า