สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ 10

ผมอ่านหนังสือการคณะสงฆ์ ประมวลพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ 10 และปัจจุบัน องค์การ ยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

 หนังสือประมวลพระนิพนธ์ นั้น มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์ในงานมหาสมณานุสรณ์ ครบ 50 ปี แต่วันสิ้นพระชนม์ 1-7 สิงหาคม .. 2514 รวมหลายเรื่องหลายประเด็น ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ทรงพระวิริยะอุตสาหะ โดยมิคำนึงถึงความสุขสบายส่วนพระองค์ แต่ทรงทุ่มเทเพื่อปรับปรุงการคณะสงฆ์ทั้งการปกครองและการศึกษา

การคณะสงฆ์ 

คณะสงฆ์จึงเป็นศรีสง่าคู่กับสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์ในแผ่นดินไทยถึงทุกวันนี้

ก่อนที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จะทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ตาม พรบ.สงฆ์ รศ. 121นั้นคณะสงฆ์ไม่มีอำนาจในการปกครองกันเอง จึงทำให้เกิดอากูลหลายย่าง

แต่เมื่อทรงจัดการปกครองสงฆ์ให้มาอยู่กับพระเถระตามลำดับชั้น ก็ทำให้การปกครองสงฆ์เป็นระเบียบเรียบร้อย ดังที่เห็นในปัจจุบันนี ( ..2514)(คำปรารภ หน้า 11)

ในช่วงนั้น เป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก พระองค์ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานานาประการ  หนึ่งในนั้น คือทรงพระราชดำริให้มีศาลสงฆ์

ทรงให้ยกร่างขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดศาลพระพุทธอาณา พระพุทธศักราช 2458 (พระราชบัญญัตินี้เป็นแต่เพียงโครงร่างไว้เท่านั้น ยังร่างไม่เสร็จ ต้นร่างเป็นลายพระหัตถ์)

ข้อความต้นร่างบางตอนมีดังนี้

ก่อนแต่งตั้งศาลยุติธรรมขึ้น ศาลธรรมการมีหน้าที่พิจารณาคดีอันเกิดขึ้นในระหว่างภิกษุด้วยกัน และในระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุอีกฝ่ายเป็นฆราวาส เป็นศาลพิเศษดุจศาลทหารบกทหารเรือในบัดนี้

จำเดิมแต่ตั้งศาลยุติธรรมขึ้นแล้ว คดีเหล่านี้ได้พิจารณาที่ศาลสถิตยุติธรรมอย่างคดีพื้นเมือง เว้นไว้แต่คดีประถมปาราชิก ที่ยังพิจารณาในหน้าที่ศาลธรรมการ อีกฝ่ายหนึ่ง

อธิกรณ์ในระหว่างภิกษุด้วยกัน อันเกิดขึ้นทางพระพุทธอาณา ไม่เกี่ยวกับทางอาณาจักรเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะสงฆ์มีอยู่

ทรงพระราชดำริเห็นสมควรจะพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่คณะสงฆ์ ในทางชำระอธิกรณ์ ขจัดเสี้ยนพระพุทธศาสนา

โดยฐานเป็นพุทธศาสนูปถัมภก อนุโลมตามธรรมเนียมเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ มีกระแสความดังต่อไปนี้

หมวดที่ 1 ขนานชื่อและกำหนดใช้พระราชบัญญัติ

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้ชื่อว่า พระราชบัญญัติจัดศาลพุทธอาณา พระพุทธศักราช2458

 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ตั้งแต่โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว

 มาตรา 3 ตั้งแต่ใช้พระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้ยกเลิกกฏหมายและธรรมเนียมอันขัดขวางต่อพระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้ต่อไป

 หมวดที่ 2 ชั้นแห่งศาล

มาตราศาลพระพุทธอาณามี 4 ชั้น คือ

1 ศาลฎีกา

2 ศาลคณะมณฑล

3 ศาลคณะเมือง

4 ศาลคณะแขวง

มาตรศาลเหล่านี้มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยอธิกรณ์ตามอาณาเขตดังนี้

ว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์

ศาลฎีกาทั่วพระราชอาณาเขต

2 ศาลคณะมณฑล เพียงมณฑลหนึ่ง

3 ศาลคณะเมือง เพียงเมืองหนึ่ง

4 ศาลคณะแขวงเพียงแขวงอำเภอหนึ่ง

 มาตราให้เป็นหน้าที่เจ้าคณะจะพิจารณาและวินิจฉัยอธิกรณ์ด้วยตนเอง หรือจัดให้มีผู้ทำแทนในนามของตน

อธิกรณ์ชั้นฎีกาเป็นพระธุระของสมเด็จพระมหาสมณะจะทรงเอง หรือโปรดให้ผู้อื่นพิจารณา

และวินิจฉัย

มาตราอธิกรณ์ที่ศาลล่างวินิจฉัยแล้ว ฝ่ายโจทก์ก็ดี ฝ่ายจำเลยก็ดี เห็นไม่เป็นธรรมให้ร้องอุทธรณ์ ขึ้นไปโดยลำดับ ให้ถึงที่สุดเพียงชั้นฎีกา(จบร่าง)

 อ่านและดูเนื้อหายกร่างแล้วรู้สึกเสียดายที่ผู้มีอำนาจต่อมาไม่ได้สนองพระราชดำริ  หากมีขึ้นตามพระราชดำริ คณะสงฆ์ที่ถูกกล่าวหาต่างๆ นานา คงมีช่องทางต่อสู้และพูดได้บ้าง มิใช่ปากถูกรูดซิป ตามที่เห็นและเป็นอยู่

โดย อารามชรา