ศาสนา-ศิลปวัฒนธรรม

สนทนาธรรมกับหลวงพ่อศรีนวล แนวทางการเจริญสติ การแยกรูปนาม และการดำเนินชีวิตด้วยธรรม

ณ กุฏิพระอาจารย์ไพรัช วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

การสนทนาธรรมในครั้งนี้ หลวงพ่อศรีนวล วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เมตตาแสดงธรรมแก่ญาติธรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติภาวนา การเจริญสติ การแยกรูปนาม การเข้าใจธรรมชาติของเวทนา ตลอดจนแนวทางดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา โดยเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และไม่หลงยึดติดทั้งรูปแบบและความคาดหวังในการปฏิบัติ

แนวทางการภาวนาเพื่อเรียกสติและแยกรูปนาม

หลวงพ่อเมตตาแนะนำว่า ผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรมหรือผู้ที่มีความกังวล ฟุ้งซ่าน หรือคิดมากเกี่ยวกับการภาวนา อาจใช้วิธีช่วยเรียกสติด้วยการ อั้นลมหายใจเข้าไว้ชั่วครู่ให้รู้ตัว ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก เพื่อเป็นจังหวะในการตัดกระแสความคิดที่ฟุ้งซ่าน และดึงจิตให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

เมื่อสติตั้งมั่นแล้ว จึงค่อยกำหนดรู้สภาวะตามแนว “ยุบหนอ–พองหนอ” เพื่อเรียนรู้การแยก รูป นาม และเวทนา ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง การปฏิบัติเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจในสภาวธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อความสมดุลของร่างกายและระบบการหายใจอีกด้วย

การก้าวข้าม “กับดักเวทนา”

หลวงพ่อกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติจำนวนไม่น้อยติดขัดอยู่กับ “เวทนา” จนไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ สาเหตุสำคัญมักเกิดจากการ แยกกายและใจไม่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงการยึดติดอยู่กับรูปแบบการปฏิบัติ มากกว่าการรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

เวทนาเป็นธรรมชาติของชีวิต มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หากเข้าใจความเป็นจริงของเวทนา และมีสติรู้ทันโดยไม่เข้าไปยึดถือ จิตย่อมไม่จมอยู่กับความทุกข์ และสามารถก้าวผ่านสภาวะนั้นไปได้

แม้ผู้ที่ปฏิบัติได้ละเอียดจนใกล้เข้าถึงสมาธิขั้นสูงหรือญาณ หลวงพ่อก็ยังเน้นว่า จำเป็นต้องกลับมาอยู่กับ “ความรู้ทั่วพร้อม” หรือการมีสติรู้ตัวทั่วทั้งกายและใจอยู่เสมอ

ความสำคัญของครูบาอาจารย์

หลวงพ่อให้ความสำคัญกับบทบาทของครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง โดยกล่าวว่า ครูผู้สอนธรรมไม่ควรเพียงบอกวิธีปฏิบัติ แต่ต้องสามารถชี้แนะให้ศิษย์เข้าใจสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการภาวนา จนเกิดปัญญาด้วยตนเอง

สำหรับผู้ที่ยังสงสัยว่าตนเองอยู่ในขั้นของ เจโตปริยญาณ หรือ ปัญญาในระดับต่าง ๆ หลวงพ่อแนะนำว่า ยังไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องที่ตนเองยังปฏิบัติไม่ถึง เพราะอาจกลายเป็นความยึดติดทางความคิด

สิ่งสำคัญกว่าคือ การกลับมาตั้งคำถามกับตนเองว่า

> “เราปฏิบัติภาวนาไปเพื่อสิ่งใด”

เมื่อเข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงแล้ว ก็ให้ดำเนินการปฏิบัติอยู่กับปัจจุบันตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างสม่ำเสมอ

อย่าอยาก อย่าเปรียบเทียบ

หลวงพ่อเตือนว่า ธรรมะเป็น อะกาลิโก คือเป็นสัจธรรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา การปฏิบัติของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย

จึงไม่ควรนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น หรือปฏิบัติด้วยความอยาก ความเร่งร้อน และความคาดหวัง เพราะสิ่งเหล่านี้กลับเป็นเครื่องกั้นไม่ให้จิตสงบ

ท่านยังย้ำว่า การภาวนาไม่ใช่การยึดติดกับตารางเวลา หรือรูปแบบภายนอก แต่เป็นการมีสติรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะของชีวิต

โอวาทธรรม : “มีสติ เท่ากับ มีวัดอยู่ตลอดเวลา”

ช่วงท้ายของการสนทนา หลวงพ่อได้สรุปหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตไว้ 3 ประการ คือ

มีสติอยู่กับปัจจุบันในทุกอิริยาบถ

รักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

ไม่ยึดติดกับรูปแบบภายนอกของการแสวงหาธรรม

หลวงพ่อกล่าวว่า การเข้าวัดเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเราสามารถมีสติรู้ทั่วพร้อมทั้งกาย วาจา และใจได้อยู่เสมอ “เราก็สามารถมีวัดอยู่ในใจได้ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ ท่านยังให้กำลังใจผู้ที่กำลังเผชิญภาระหน้าที่ในชีวิตว่า ไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงผู้เดียว ควรรู้จักปล่อยวางภาระทางใจ ฝึกอุเบกขา แผ่เมตตาอย่างถูกต้อง และเปิดโอกาสให้ชีวิตได้สัมผัสความเบาสบายในปัจจุบันขณะ เพราะความสงบที่แท้จริง เริ่มต้นจากใจที่มีสติและไม่ยึดมั่นถือมั่น

ขออนุโมทนาบุญ

สะพานบุญนำธรรมโดย : อาจารย์กบ
เรียบเรียงสารธรรมโดย : กะทิ

หมายเหตุ : บทความนี้เรียบเรียงจากการสนทนาธรรมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทาน โดยคงสาระสำคัญตามโอวาทของหลวงพ่อศรีนวล และปรับถ้อยคำให้เหมาะสมสำหรับการอ่านในรูปแบบบทความ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เอง

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า