ร้อง “ปวีณา” แจ้งว่าลูกเพิ่งผ่าคลอดอาการวิกฤติก่อนดับปริศนา
แม่คาใจลูกเสียชีวิต! ร้อง “ปวีณา” แจ้งว่าลูกเพิ่งผ่าคลอดอาการวิกฤติก่อนดับปริศนา 1.หมอบล็อกหลังแล้วแต่ยาไม่ออกฤทธิ์ หมอบอกว่าแทงไม่ถึงเส้น 2.สงสัยปมยาสลบหมดฤทธิ์ก่อนผ่าตัดเสร็จเป็นเหตุให้แม่ฟื้นกลางเตียงผ่าตัดหมอต้องวางมือหันมาอัดยาสลบซ้ำทำลูกขาดอากาศหายใจหรือไม่? 3.รพ.ส่งทารกอาการวิกฤติไปรักษาต่อช้าหรือไม่? ขอ “ปวีณา” ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตลูกน้อยไขความกระจ่างให้ความเป็นธรรม “ปวีณา” ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว วันนี้ เวลา 13.00 น. “ปวีณา” จะได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มูลนิธิปวีณาฯ : วันที่ 17 ก.ค.69 เวลา 10.30 น. แม่พ่อและยายเดินทางมาร้องทุกข์ “ปวีณา” แจ้งว่า แม่ตั้งครรภ์ผ่าคลอดลูกที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. ระหว่างผ่าคลอดยาสลบหมดฤทธิ์ทำให้รู้สึกตัวแพทย์จึงหยุดผ่าตัดกลางคันแล้วหันมาให้ยาสลบแม่ซ้ำ หลังฟื้นขึ้นมาอีกทีลูกสาวที่คลอดออกมามีอาการวิกฤติต้องอยู่ใน ICU เด็ก 1 วัน ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 และลูกเสียชีวิตลง ในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการตาย “ภาวะความดันเลือดในปอดสูง” แม่ใจสลายไปถามหาสาเหตุที่รพ.เอกชนแห่งแรก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เด็กสำลักน้ำคล่ำเสียชีวิต แม่สงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบให้ความกระจ่าง “ปวีณา” ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี แม่ที่เพิ่งเสียลูกไป กล่าวว่า ตนเป็นชาวจ.พะเยา เดินทางเข้ามาทำงานรับเหมาก่อสร้างในกทม. ย่านเขตภาษีเจริญ ตนกับสามีอยู่กินกันมา 13 ปี มารู้ตัวอีกทีตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้ใช้สิทธิบัตรทองไปฝากครรภ์ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. และไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกครั้ง อัลตราซาวน์ลูกในท้องเป็นผู้หญิงปกติแข็งแรงดี หมอนัดให้คลอดเองตามธรรมชาติในวันที่ 4 ก.ค.69
วันที่ 4 ก.ค.69 ไปหาหมอที่รพ. แต่ตนยังไม่มีอาการปวดท้อง หมอตรวจพบว่ามดลูกยังไม่เปิด อัลตราซาวน์ลูกในท้องปกติ จึงนัดไปรพ.อีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.69 เมื่อถึงวันนัดตนไปที่รพ. แต่ก็ยังไม่ปวดท้องคลอด และมดลูกยังไม่เปิด หมออัลตร้าซาวด์เด็กในท้องปกติแข็งแรงดี จึงนัดอีกครั้งในวันที่ 9 ก.ค.69 เพื่อจะทำการผ่าคลอด วันที่ 8 ก.ค.69 ตนจึงไปนอนที่รพ. เพื่อรอคลอด
วันที่ 9 ก.ค.69 เวลา 11:00 น. ตนเข้าห้องคลอดหมอจะทำการบล็อกหลังแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากหาเส้นเลือดไม่เจอ เพราะตนเป็นคนตัวใหญ่มีน้ำหนักถึง 105 กิโลกรัม หมอจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการให้ดมยาสลบ หลังจากที่ดมยาสลบตนก็หลับ ระหว่างที่หมอกำลังผ่าคลอดจู่ๆ ตนรู้สึกตัวขึ้นมา หมอจึงหยุดผ่าคลอดและหันมาให้ยาสลบกับตนเพิ่ม หลังจากนั้นตนก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาอีกทีตอน 15.00 น. ตนอยากเห็นหน้าลูกจึงได้ให้สามีไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่าเด็กหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ รักษาตัวอยู่ห้อง ICU เด็ก เวลา 18.00 น. เด็กมีอาการไม่ตอบสนอง จะต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ในกทม. เวลา 00:00 น. ของวันที่ 10 ก.ค.69 แต่เมื่อถึงเวลาก็ยังไม่มีการส่งตัวลูกไป สามีตนจึงได้ไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่า ตอนนี้ลูกมีอาการวิกฤติยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จนถึงเวลา 03:00 น. จึงได้ส่งตัวลูกไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ซึ่งหมอที่รพ.นั้นถามว่าทำไมถึงส่งตัวมาช้า
กระทั่งวันที่ 11 ก.ค.69 เวลา 00:00 น. หมอรพ.แห่งที่ 2 แจ้งว่าลูกได้เสียชีวิตเเล้ว เนื่องจากขาดออกซิเจน เเละปอดติดเชื้อรุนเเรง ส่วนในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตาย “ภาวะความดันเลือดในปอดสูง” ตนหัวใจสลายที่ต้องสูญเสียลูกคนแรก อุตส่าห์อุ้มท้องมาถึง 9 เดือน ตนกับสามีและครอบครัวสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกน้อย ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่หมอรพ.เอกชนแห่งแรกหยุดผ่าทำคลอดแล้วหันมาเพิ่มยาสลบให้ตนที่รู้สึกตัวระหว่างคลอดหรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ตนสามีได้ไปถามหาสาเหตุว่าลูกเสียเป็นอะไรถึงอาการวิกฤติ และทำไมถึงส่งตัวไปรพ.แห่งที่ 2 ช้า หมอเด็กบอกว่า ลูกสำลักน้ำคล่ำ
ซึ่งแม่ตั้งข้อสงสัย 1. จะเกี่ยวข้องกับที่ยาสลบหมดฤทธิ์กลางคันระหว่างผ่าตัด ทำแม่รู้สึกตัวจนหมอต้องหยุดทำคลอดกะทันหันเพื่ออัดยาสลบเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์หรือไม่? 2. ขณะที่เด็กวิกฤติอยู่ในห้อง ICU ตั้งแต่เย็น แต่ทำไมรพ.เอกชนแห่งแรกถึงกักตัวไว้จนถึงตี 3 ไม่รีบส่งตัวไปรักษาต่อยังรพ.แห่งที่ 2 ให้เร็วกว่านี้่่
“ตนกับสามีเสียใจมากยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกเลย อยากทราบสาเหตุการเสียชีวิตของลูกที่แท้จริงจึงได้ไปเข้าเเจ้งความที่สน.พญาไท เพื่อขอให้ตำรวจส่งศพชันสูตร และจะยังไม่เผาศพลูกจนกว่าจะทราบผลชันสูตรและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมไขความกระจ่างให้ด้วย”หลังรับเรื่อง นางปวีณา ได้ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และในเวลา 13.00 น. วันนี้ นางปวีณา จะได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป