สถาบันโพธิคยาวิชาลัย 980 แนะ อย่าเติม เชื้อไฟ เพื่อเพิ่มความขัดแย้งในปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา
เพราะเป็นเพียงความขัดแย้งธรรมดาของมนุษย์เท่านั้น
จึงให้แก้ด้วยปัญญา สัมมาวาทะหรือสัมมาวาจาตามแนวพุทธ
ทั้งนี้สืบเนื่องจากสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดเสวนา “วิถีพุทธกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา”
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30-16.30 น




พระเมธีวรญาณ (สายเพชร) คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณQราชวิทยาลัย (มจร)
เชิดเกียรติ อัตถากร อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันนายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา สุภชัย วีระภุชงค์เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิทยาลัย
สนิทสุดา เอกชัย นักๆ หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์


ซึ่งมีผู้เข้าประชุม ประกอบด้วย ผู้นำองค์กร และนักวิชาการอิสระ และนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์และทีวี จำนวนหนึ่ง รวมทั้งทีวี จากประเทศกัมพูชาด้วย
เชิดเกียรติ อัตถากร ในฐานะ นายกสมาคม มิตรภาพไทย กัมพูชากล่าว นำว่า มิตรภาพ ระหว่างไทยกัมพูชามีหลายมิติและมีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะ ทั้ง 2 ประเทศนับถือพุทธศาสนาเถรวาทเหมือนกันสวดมนต์เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นยังมี 2 นิกายคือมหานิกายและธรรมยุตเหมือนกันสวดมนต์จากคัมภีร์เดียวกันเว้นแต่สำเนียงการออกเสียงไม่เหมือนกันนอกจากนั้นคหบดี ขุนนางไทย สร้างวัด ในกัมพูชาหลายวัดด้วยกัน แต่ที่มีชื่อเสียง ตลอดมา ก็คือวัดที่สร้างโดย เจ้าพระยาบดินทร์เดชา(สิง สิงหเสนี) ที่สร้างวัดพระพุทธโฆสาจารย์ สมัยรัชกาลที่ 3 ปัจจุบันมีจารึกอักษรไทยหน้าอุโบสถยืนยันด้วย
ส่วนความขัดแย้งนั้น



พระเมธีวรญาณ กล่าวว่าปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเป็นเพียงข้อขัดแย้งธรรมดาของมนุษย์ ที่เราเติมไฟราคะ โทสะ โมหะลงไป ปัญหาได้ขยายตัว จึงอยากเห็นประชาชนและผู้นำ2ประเทศหยุดเติมเชื้อไฟลงไปพร้อมทั้งแนะนำว่า
การใช้สัมมาวาทะหรือสัมมาวาจา ในมิติของพระพุทธศาสนาย่อมก่อให้เกิดความสงบสุข จะไม่เกิดความขัดแย้ง ยืดเยื้อ

ดังนั้นสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จึงเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ปัญญา และความเข้าใจทางพระพุทธศานาเป็นตัวคลี่คลายความขัดแย้งอันเป็นปกติและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสัจธรรมของชีวิต และต้องสืบค้นต้นตอของปัญหาที่เป็นหลักสัจจะหรือความจริงใจ ความจริงต่อหน้าที่ ความจริงของประเทศชาติ ความจริงของประโยชน์ ดังนั้นต้องทำความเข้าใจว่าการจะอยู่ร่วมกันของสังคมโลก หรือไฟกำลังสุมโลก เราจะเติมเชื้อไฟเข้าไปหรือช่วยกันดับไฟแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจ

การเกิดขึ้นของความขัดแย้งหรือความทุกข์ก็ต่างกันออกไป แต่พระพุทธเจ้าใช้สัมวาทะ คือการพูดคุย ทำความเข้าใจ เพื่อให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการลดโลภะ โทสะ โมหะ โดยทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฆราวาสต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา ซึ่งต้องมีวิถีของการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา เช่น การศึกษา จำเป็นต้องมีวิชาพุทธศาสนาเพื่อให้เข้าใจสัจธรรมและอยู่กับปัญหาได้อย่างมีความสุข คือการอยู่แบบตื่นรู้ ค้นหาต้นตอและวิธีการ เพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลาจึงจะแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้
สิ่งที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ดำเนินการคือการเดินตามรอยพุทธปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการตอบข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
สุภชัยวีระภุชงค์ ฉายภาพผลงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินในลุ่มน้ำโขงว่าได้รับตอบรับจากรัฐบาลและประชาชนล้นหลาม บางแห่งเช่นที่ประเทศกัมพูชา ประชาชนคอยคณะธรรมยาตราเป็นแถวยาวเป็นกิโลเพื่อตัดบาตร เมื่อสุภชัยเห็นภาพนั้นกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ที่น่าทึ่งคือรัฐบาลกัมพูชา ปิดปราสาทนครวัด เพื่อให้ธรรมยาตราฉลอง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรอบพันปี
สรุปว่าสิ่งที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ดำเนินการคือการเดินตามรอยพุทธปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าในการตอบข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
สนิทสุดา เอกชัยว่า ทั้ง2 ประเทศคือเมืองพุทธ แต่เมื่อขัดแย้งกัน ไม่เคยได้ยินประเทศไหนพูดถึงเมตตา หลักธรรมพื้นๆของชาวพุทธ
ส่วนพระสงฆ์ก็นิ่งเฉยกับปัญหาเหล่านี้
จึงตั้งคำถามว่า ถ้าไทยเป็นสังคมพุทธ แผ่นดินมีค่ากว่าหรือชีวิตมนุษย์มีค่ากว่ากัน ความขัดแย้งไม่ได้เริ่มจากกระสุนแต่เริ่มจากความคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของ อีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน ฝ่ายหนึ่งถูกสอนว่าเอาเปรียบ อีกฝ่ายถูกสอนให้เป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นการสอนที่ถูกปลูกฝังมา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนว่า โทสะเกิดจากอวิชชา ทำไมวิถีพุทธจึงไม่ได้ผลในสถานการณ์ปัจจุบันนี้
ในทางธรรมถูกสอนให้ลดอัตตา แต่อัตตากลับถูกขยาย ทำให้เกิดความรุนแรง ถ้าจะแก้แบบพุทธต้องแก้ที่เหตุ คือประวัติศาสตร์ที่ต้องกล้าสอนใหม่ให้เห็นความเชื่อมโยงของผู้คนไม่ใช้ความเป็นเจ้าของ จากเดิมที่ไร้พรมแดน ผสมผสานกัน ไม่ใช้อารมณ์แล้วทำให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ ถ้าความเมตตาหายไป เราจะถูกเรียกว่าพุทธศาสนิกชนได้หรือไม่ สงครามนี้จึงเป็นบทพิสูจน์
ในช่วงท้ายของการเสวนามีการแลกเปลี่ยนกับผู้รับฟังการเสวนา ดร.สุภชัย เล่าประสบการณ์ชีวิตที่มีวิถีเปลี่ยนไปจากนักธุรกิจ สู่เส้นทางในพระพุทธศาสนา และเปิดความในใจถึงการจัดเสวนาครั้งนี้ โดยกล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เปลี่ยนจากการใช้อำนาจกำลังรบมาใช้พุทธศาสนา ใช้ธรรมเป็นอำนาจ
ซึ่งพระมหาผ่องสะมาเลิก ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป.ลาว ท่านได้สนับสนุนภารกิจของสถาบันไว้ก่อนละสังขาร และเชื่อมั่นในคำว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต“จึงอยากเห็น แสงเทียนแห่งธรรม ที่แม้อยู่ในความมืดก็จะเกิดความสว่างได้ ด้วยพลังศรัทธาเช่นเดียวกับแสงหิ่งห้อยเล็กๆเป็นล้านตัวก็รวมกันเป็นแสงสว่างของโลกได้
พระราชวัชรคุณบัณฑิต (โกวิท)รองเจ้าคณะจังหงัดนครราชสีมากล่าวในฐานะถูกพาดพิงว่า พระสงฆ์นั้นอาภัพทำเรื่องบวกเรื่องดีไม่เป็นข่าวเช่นกรณีความขัดแย้งไทยกัมพูชา นั่น พระสงฆ์จากภาค 11 ช่วยประชาชน ที่เคลื่อนย้าย เพื่อความมั่นคง ในหลายมิติด้วยกัน ตั้งแต่ จัดหาอาหาาร การขนส่ง แต่ละวันเฉพาะค่าอาหารอย่างเดียวใช้จ่ายประมาณ 200-300 ล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนที่โยกย้ายตามที่ฝ่ายมั่นคงจัดให้เพื่อความปลอดภัย
ท่านย้ำว่า เราได้ทำแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว ตามหน้าสื่อ มวลชน อาจเป็นเพราะสื่อมวลชน ถือคติว่าหมากัดคน ไม่เป็นข่าว แต่ถ้าคนกัดหมาจึงเป็นข่าว ก็ได้
สุดท้ายพระเมธีวรญาณ สรุปว่า
ให้มองไปที่ธงชาติไทย”สีแดง“ 2 ข้าง คือ”ศรัทธาและปัญญา“ต้องเท่ากัน ”สีขาว“คือ”วิริยะกับสมาธิ“ที่ต้องเท่ากัน ส่วน”สีน้ำเงิน“คือ”มีสติ“ไม่ต้องถ่วงดุลกับสิ่งอื่น ก็จะได้บรรยากาศของธงชาติที่สง่างาม
ดังนั้นเมื่อมีธรรมะอยู่แล้วจึงต้องปลุกมนุษยธรรมขึ้นมา เพื่อสังคมครอบครัว สังคมประเทศชาติ หากมีมุษยธรรมก็อยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
(ขอบคุณข้อมูล(บางส่วน)จากตวงพร อัศววิไล/ภาพจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980)
#วิถีพุทธกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา
#สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย980
#สมาคมมิตรภาพไทยกัมพูชา
